เร้ดบูลล์ตั้งเงื่อนไขชดเชย หากเดเอฟเบหวังดึง เจอร์เกน คล็อปป์

Browse By

ความพยายามของ สมาคมฟุตบอลเยอรมนี หรือ เดเอฟเบ ในการมองหา เจอร์เกน คล็อปป์ เพื่อเข้ามารับบทบาทสำคัญกับทีมชาติเยอรมนี กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ เมื่ออุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการโน้มน้าวอดีตกุนซือลิเวอร์พูลให้กลับมาทำงานข้างสนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเจรจากับ เร้ดบูลล์ ซึ่งคล็อปป์มีสัญญาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารฟุตบอลระดับโลกด้วย

รายงานในช่วงการเจรจาระบุว่า เร้ดบูลล์พร้อมเรียกร้องค่าชดเชยหากเดเอฟเบต้องการนำคล็อปป์ออกจากสัญญาก่อนกำหนด โดยมีรายงานถึงตัวเลขในระดับหลักล้านยูโร และสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ดีลนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการแต่งตั้งกุนซือทีมชาติทั่วไปอย่างชัดเจน

เข้าถึงทุกการเดิมพันได้ง่ายผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ รองรับมือถือทุกระบบ เข้าเล่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สิ่งที่น่าสนใจคือคล็อปป์ไม่ได้ทำงานกับเร้ดบูลล์ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสโมสรใดสโมสรหนึ่ง แต่รับบทบาทในการดูแลและให้คำปรึกษาด้านฟุตบอลในภาพรวมของเครือเร้ดบูลล์ ทำให้การดึงตัวเขาออกไปไม่ต่างจากการพรากหนึ่งในบุคลากรระดับยุทธศาสตร์ขององค์กร

ดังนั้นหากเดเอฟเบต้องการคล็อปป์จริง เรื่องนี้ย่อมไม่สามารถจบลงด้วยเพียงการยื่นสัญญาให้เจ้าตัวเซ็นเท่านั้น

มันคือการเจรจาสามฝ่ายระหว่าง เดเอฟเบ – คล็อปป์ – เร้ดบูลล์ และทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ที่ต้องรักษา


ทำไมชื่อของ เจอร์เกน คล็อปป์ จึงถูกมองเป็นคำตอบของทีมชาติเยอรมนี?

หากมองเฉพาะชื่อเสียง การที่เดเอฟเบสนใจคล็อปป์แทบไม่จำเป็นต้องอธิบายมากนัก

แต่หากเจาะลึกในเชิงฟุตบอล เหตุผลที่ชื่อของเขาถูกเชื่อมโยงกับทีมชาติเยอรมนีอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีมากกว่าการเป็นอดีตกุนซือลิเวอร์พูลและโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

คล็อปป์เป็นกุนซือที่มีความสามารถในการ สร้างตัวตนของทีม

นี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับฟุตบอลทีมชาติ

ทีมชาติไม่ได้มีเวลาฝึกซ้อมเหมือนสโมสร นักเตะจากหลากหลายทีมต้องมารวมตัวกันเพียงไม่กี่วันก่อนลงแข่งขัน ดังนั้นระบบที่ซับซ้อนเกินไปอาจไม่เหมาะ

สิ่งที่ทีมชาติต้องการคือหลักการเล่นที่ชัดเจนจนผู้เล่นสามารถเข้าใจได้รวดเร็ว

คล็อปป์เชี่ยวชาญเรื่องนี้อย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลที่ไมนซ์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือลิเวอร์พูล ทีมของเขาล้วนมีอัตลักษณ์ที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน

ฟุตบอลเข้มข้น

เพรสซิ่งอย่างมีระบบ

เคลื่อนที่รวดเร็ว

โจมตีพื้นที่ทันทีหลังแย่งบอล

และสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเตะพร้อมต่อสู้เพื่อทีม

สำหรับเยอรมนี นี่อาจเป็นสิ่งที่เดเอฟเบต้องการมากกว่าการแต่งตั้งกุนซือที่มีแนวคิดเชิงแท็กติกเพียงอย่างเดียว


คล็อปป์กับงานเร้ดบูลล์ แตกต่างจากชีวิตกุนซืออย่างสิ้นเชิง

หลังจากอำลาลิเวอร์พูลในปี 2024 คล็อปป์ตัดสินใจถอยออกจากงานกุนซือเต็มเวลา ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายฟุตบอลระดับโลกของเร้ดบูลล์ในปี 2025 ซึ่งเป็นบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาด้านปรัชญาฟุตบอล การพัฒนาผู้ฝึกสอน การสร้างนักเตะ และการวางภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ของทีมในเครือ

ความแตกต่างสำคัญคือบทบาทนี้ทำให้คล็อปป์สามารถอยู่ในวงการฟุตบอลระดับสูงโดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันของการเป็นกุนซือทุกสัปดาห์

ไม่มีเกมทุกสามหรือสี่วัน

ไม่มีการประชุมเตรียมแท็กติกก่อนการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

และไม่ต้องรับผิดชอบผลการแข่งขันโดยตรงทุกนัด

สำหรับคนที่ผ่านงานหนักกับลิเวอร์พูลมาถึงเก้าปี นี่จึงถือเป็นรูปแบบชีวิตฟุตบอลที่แตกต่างอย่างมาก

ดังนั้นหากคล็อปป์จะกลับไปทำงานคุมทีมอีกครั้ง มันจำเป็นต้องเป็นโครงการที่มีความหมายมากพอให้เขายอมแลกชีวิตการทำงานในรูปแบบปัจจุบัน

และงานทีมชาติเยอรมนีก็แทบจะเป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่มีขนาดใหญ่พอจะทำให้การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นได้


เร้ดบูลล์ไม่ได้ต้องการเสียคล็อปป์ฟรี เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน

หากมองแบบผิวเผิน อาจตั้งคำถามว่าเหตุใดบริษัทขนาดใหญ่อย่างเร้ดบูลล์จึงต้องให้ความสำคัญกับค่าชดเชยระดับไม่กี่ล้านยูโร

คำตอบคือเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงมิติทางการเงิน

คล็อปป์ถูกดึงเข้าสู่โครงสร้างฟุตบอลของเร้ดบูลล์เพราะชื่อเสียง ประสบการณ์ และความรู้ในการสร้างองค์กรฟุตบอล

การเสียบุคลากรระดับนี้ก่อนครบสัญญาหมายความว่าเร้ดบูลล์ต้องปรับแผนที่วางเอาไว้

ดังนั้นค่าชดเชยจึงสามารถมองเป็นการชดเชยต้นทุนทางยุทธศาสตร์ มากกว่าจะเป็นเพียง “ค่าตัว” ตามความหมายทั่วไป

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ผู้จัดการทีมและผู้บริหารฟุตบอลระดับสูงมีมูลค่าไม่ต่างจากนักเตะ

หากสโมสรต้องการดึงโค้ชที่ยังติดสัญญาอยู่กับอีกทีม การจ่ายเงินเพื่อซื้อสัญญาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

กรณีคล็อปป์จึงมีหลักการเดียวกัน เพียงแต่ต้นสังกัดของเขาไม่ได้เป็นสโมสรโดยตรง แต่เป็นโครงสร้างฟุตบอลของเร้ดบูลล์


เงื่อนไขในสัญญาคือหัวใจของการเจรจา

หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือรายงานเกี่ยวกับเงื่อนไขที่เปิดทางให้คล็อปป์สามารถออกจากเร้ดบูลล์เพื่อรับงานทีมชาติเยอรมนี

มีรายงานว่า ข้อตกลงของคล็อปป์กับเร้ดบูลล์มีช่องทางให้เจ้าตัวออกไปหากได้รับโอกาสทำงานกับทีมชาติเยอรมนี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของข้อตกลงและเงื่อนไขทางการเงินมีการนำเสนอแตกต่างกันในแต่ละแหล่งข่าว โดยบางรายงานระบุว่ามีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้เขียนไว้อย่างเป็นทางการทั้งหมด

ตรงนี้คือจุดที่ทำให้เดเอฟเบไม่สามารถมองสถานการณ์ว่าเป็นการดึงตัวฟรีได้โดยอัตโนมัติ

ต่อให้คล็อปป์ต้องการรับงาน การหาทางยุติสัญญาเดิมอย่างเป็นมิตรกับเร้ดบูลล์ก็ยังมีความสำคัญ

โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายอยู่ในวงการฟุตบอลเยอรมันและมีโอกาสต้องทำงานร่วมกันในหลายด้านในอนาคต สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100%


ประเด็นใหญ่ หากเดเอฟเบต้องจ่ายเงินเพื่อเอากุนซือ จะคุ้มค่าหรือไม่?

ในเชิงการเงิน นี่เป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สมาคมฟุตบอลแตกต่างจากสโมสร

สโมสรสามารถจ่ายค่าตัวนักเตะจำนวนมหาศาลโดยหวังผลตอบแทนจากการแข่งขัน รายได้เชิงพาณิชย์ และมูลค่าของนักเตะในอนาคต

แต่สมาคมฟุตบอลไม่มีตลาดซื้อขายนักเตะในลักษณะเดียวกัน

ดังนั้นการใช้เงินหลายล้านยูโรเพื่อดึงผู้ฝึกสอนย่อมสร้างคำถามว่าคุ้มค่าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากชื่อของผู้ฝึกสอนคนนั้นคือเจอร์เกน คล็อปป์ สมการอาจแตกต่างออกไป

เพราะเดเอฟเบไม่ได้กำลังซื้อเพียงความสามารถในการวางแท็กติก

แต่กำลังซื้อทั้ง

ประสบการณ์

ความเป็นผู้นำ

ความน่าเชื่อถือ

ความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมทีม

และพลังในการดึงคนทั้งประเทศกลับมาเชื่อมโยงกับทีมชาติ

สิ่งเหล่านี้วัดออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก แต่มีความสำคัญอย่างมหาศาล

เล่นคาสิโนออนไลน์กับ ยูฟ่าเบท เว็บตรง มั่นคง ปลอดภัย ระบบทันสมัยที่สุด สมัครง่าย ไม่ผ่านเอเย่นต์ พร้อมโปรโมชั่นเด็ดทุกวัน


หากคล็อปป์คุมเยอรมนี ฟุตบอลของอินทรีเหล็กอาจเปลี่ยนอย่างไร?

หนึ่ง – การเพรสซิ่งจะต้องมีโครงสร้างชัดเจนขึ้น

ฟุตบอลของคล็อปป์ถูกเชื่อมโยงกับการเพรสซิ่งมาตลอด แต่สิ่งสำคัญคือทีมของเขาไม่ได้วิ่งไล่บอลแบบไร้ทิศทาง

หัวใจคือการกำหนดจังหวะว่าเมื่อใดควรเพรส

เมื่อคู่แข่งจ่ายบอลกลับหลัง

เมื่อผู้เล่นรับบอลด้วยท่าทางที่ไม่พร้อมเล่นต่อ

เมื่อบอลถูกส่งออกไปยังริมเส้น

หรือเมื่อกองกลางของคู่แข่งหันหลังให้ประตู

สถานการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นสัญญาณให้ผู้เล่นหลายคนขยับเข้ากดดันพร้อมกัน

หากนำหลักการนี้มาใช้กับทีมชาติเยอรมนี เกมรับตั้งแต่แดนบนอาจมีความเป็นระบบมากขึ้นอย่างชัดเจน


สอง – เกมเปลี่ยนผ่านจะกลายเป็นอาวุธหลัก

ปรัชญาสำคัญของคล็อปป์คือหลังแย่งบอลได้ ไม่จำเป็นต้องครองบอลเพื่อเริ่มต้นใหม่เสมอไป

เพราะช่วงไม่กี่วินาทีหลังคู่แข่งเสียบอลเป็นช่วงที่โครงสร้างเกมรับของฝ่ายตรงข้ามเสียสมดุลมากที่สุด

ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องมองคือพื้นที่ด้านหน้า

หากสามารถโจมตีได้ ต้องโจมตีทันที

ทีมชาติเยอรมนีมีนักเตะที่มีเทคนิค ความเร็ว และการเคลื่อนที่จำนวนมาก หากสามารถผสมผสานคุณสมบัติเหล่านั้นกับระบบเกมเปลี่ยนผ่านของคล็อปป์ได้อย่างลงตัว เยอรมนีอาจกลับมาเป็นทีมที่คู่แข่งไม่ต้องการเสียบอลในแดนกลางด้วยอย่างยิ่ง


สาม – ความเข้มข้นจะกลับมาเป็นเอกลักษณ์

สิ่งหนึ่งที่ทีมของคล็อปป์แทบทุกชุดมีเหมือนกันคือความเข้มข้น

นักเตะต้องพร้อมเล่นฟุตบอลด้วยพลังงานสูง

ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งกดดัน

การไล่กลับหลัง

การวิ่งทำทาง

หรือการแย่งบอลสอง

ลักษณะดังกล่าวมีความสอดคล้องกับภาพฟุตบอลเยอรมันในอดีตที่ขึ้นชื่อเรื่องวินัย ความแข็งแกร่ง และจิตใจในการแข่งขัน

คล็อปป์อาจจึงไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนตัวตนของฟุตบอลเยอรมันทั้งหมด แต่สามารถเป็นคนที่นำลักษณะบางอย่างของฟุตบอลเยอรมันกลับมาในรูปแบบที่ทันสมัยกว่าเดิม


งานทีมชาติอาจเหมาะกับคล็อปป์มากกว่าการกลับไปคุมสโมสร

ประเด็นนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก

หนึ่งในเหตุผลที่คล็อปป์ออกจากลิเวอร์พูลคือความเข้มข้นมหาศาลของชีวิตกุนซือสโมสรระดับสูง

ฤดูกาลหนึ่งอาจมีการแข่งขันมากกว่า 50 นัด

ต้องเดินทาง

วิเคราะห์คู่แข่ง

บริหารนักเตะ

รับมืออาการบาดเจ็บ

ตอบคำถามสื่อ

และทำงานแทบทุกวัน

แต่ฟุตบอลทีมชาติมีโครงสร้างแตกต่างออกไป

การแข่งขันกระจายเป็นช่วง

คล็อปป์จะมีเวลาวิเคราะห์นักเตะและวางโครงสร้างมากขึ้น

แม้ความกดดันของการเป็นกุนซือเยอรมนีจะมหาศาล แต่ความถี่ในการแข่งขันย่อมน้อยกว่าการทำงานในพรีเมียร์ลีก

ดังนั้นในเชิงภาระงาน งานทีมชาติอาจเป็นเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับการกลับมาคุมทีมของเขา


คล็อปป์สามารถเปลี่ยนบรรยากาศรอบทีมชาติได้ทันที

บางครั้งทีมฟุตบอลไม่ได้ต้องการเพียงนักวางแท็กติกที่ดีที่สุด

แต่ต้องการคนที่สามารถทำให้ทุกคน “เชื่อ”

นี่อาจเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของเจอร์เกน คล็อปป์

ตลอดอาชีพของเขา คล็อปป์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะ ทีมงาน และกองเชียร์ได้อย่างแข็งแกร่ง

ภาพของเขาที่ข้างสนาม

การแสดงอารมณ์หลังทำประตู

การวิ่งเข้าไปหาแฟนบอล

การปกป้องนักเตะ

ทั้งหมดทำให้ทีมของคล็อปป์ไม่เคยเป็นเพียงกลุ่มนักฟุตบอล 11 คน

แต่ถูกสร้างให้กลายเป็นชุมชนที่ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง

สำหรับทีมชาติเยอรมนี ผลลัพธ์ทางจิตวิทยานี้อาจมีมูลค่ามหาศาล


เดเอฟเบไม่ได้มองเพียงฟุตบอลในสนาม แต่อาจต้องการสร้างศรัทธารอบทีมชาติขึ้นใหม่

ชื่อของคล็อปป์มีพลังทางสังคมฟุตบอลอย่างชัดเจน

เขาเป็นหนึ่งในบุคลากรฟุตบอลเยอรมันที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างสูง

การนำคล็อปป์กลับมาทำงานกับทีมชาติสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ทันที

แฟนบอลจะสนใจ

นักเตะจะรู้สึกถึงโครงการใหม่

สปอนเซอร์จะเห็นความน่าสนใจ

และสื่อทั่วโลกจะติดตามทีมชาติเยอรมนีมากขึ้น

ดังนั้นต่อให้ต้องมีค่าชดเชย ค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็ไม่ควรถูกประเมินจากผลการแข่งขันเพียงด้านเดียว


เร้ดบูลล์เองต้องคิดหนัก เพราะคล็อปป์คือมากกว่าผู้บริหารฟุตบอล

สำหรับเร้ดบูลล์ การมีคล็อปป์อยู่ในองค์กรสร้างคุณค่าหลายระดับ

ด้านแรกคือความรู้

คล็อปป์มีประสบการณ์ในการสร้างทีมตั้งแต่ระดับที่ต้องพัฒนานักเตะไปจนถึงทีมที่แข่งขันเพื่อแชมป์ยุโรป

ด้านที่สองคือเครือข่าย

ตลอดเวลาหลายสิบปีในฟุตบอลระดับสูง เขามีความสัมพันธ์กับผู้ฝึกสอน นักเตะ ผู้บริหาร และบุคลากรฟุตบอลจำนวนมาก

ด้านที่สามคือภาพลักษณ์

ชื่อของเจอร์เกน คล็อปป์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้โครงการฟุตบอลของเร้ดบูลล์ในระดับโลก

ดังนั้นการปล่อยบุคลากรเช่นนี้ออกจากองค์กรก่อนครบแผน ย่อมต้องมีการเจรจาที่เหมาะสม


การดึงคล็อปป์คือเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ของฟุตบอลเยอรมัน

หากเดเอฟเบตัดสินใจเดินหน้าอย่างจริงจัง นี่จะไม่ใช่การแต่งตั้งกุนซือธรรมดา

แต่คือการเลือกทิศทางของทีมชาติในช่วงหลายปีต่อจากนี้

คล็อปป์เป็นกุนซือที่ต้องการอำนาจในการสร้างสภาพแวดล้อมฟุตบอล

ดังนั้น หากเดเอฟเบต้องการเขา สิ่งสำคัญคือต้องไม่เพียงมอบตำแหน่งให้ แต่ต้องสร้างโครงสร้างสนับสนุนที่สอดคล้องกับแนวคิดของเขา

ตั้งแต่ทีมงานผู้ช่วย

ฝ่ายวิเคราะห์

ระบบสรรหานักเตะ

ไปจนถึงความสัมพันธ์กับฟุตบอลเยาวชน

เพราะสิ่งที่ทำให้คล็อปป์ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการสร้างทีมงานที่เชื่อในหลักการเดียวกัน


บทสรุป : เงินชดเชยอาจเป็นเพียงด่านแรก เพราะสิ่งที่เดเอฟเบต้องซื้อจริงๆ คือยุคใหม่ของทีมชาติเยอรมนี

กระแสที่ว่า เร้ดบูลล์เรียกร้องค่าชดเชยหากสมาคมฟุตบอลเยอรมนีต้องการดึงเจอร์เกน คล็อปป์ สะท้อนให้เห็นว่า การคว้าตัวบุคลากรระดับสูงในฟุตบอลสมัยใหม่มีความซับซ้อนไม่แตกต่างจากตลาดซื้อขายนักเตะ

คล็อปป์ไม่ใช่บุคลากรที่ว่างงาน และไม่ได้เป็นเพียงอดีตผู้จัดการทีมที่เดเอฟเบสามารถโทรศัพท์ไปเสนอเก้าอี้กุนซือได้ทันที

เขาคือหนึ่งในบุคคลสำคัญของโครงการฟุตบอลเร้ดบูลล์ และการดึงตัวออกมาจึงมีต้นทุน

แต่คำถามสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่า เดเอฟเบต้องจ่ายเงินเท่าไร

คำถามจริงคือ เจอร์เกน คล็อปป์สามารถสร้างมูลค่าให้ฟุตบอลเยอรมันได้มากกว่าค่าชดเชยนั้นหรือไม่

หากพิจารณาจากประวัติการทำงาน ความสามารถในการสร้างทีม อิทธิพลต่อห้องแต่งตัว ความเข้าใจฟุตบอลเยอรมัน และสถานะในสายตาของนักเตะระดับโลก คำตอบย่อมมีน้ำหนักอย่างมากไปในทิศทางบวก

สำหรับเดเอฟเบ การจ่ายค่าชดเชยจึงอาจไม่ใช่การเสียเงินเพื่อซื้อกุนซือ

แต่มันคือการลงทุนเพื่อซื้อ ทิศทาง ความเชื่อ และตัวตนใหม่ของทีมชาติเยอรมนี

ขณะที่สำหรับเร้ดบูลล์ การเรียกร้องสิ่งตอบแทนก็เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ เพราะพวกเขากำลังเสี่ยงสูญเสียบุคลากรที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ฟุตบอลระยะยาว

ท้ายที่สุด หากเดเอฟเบต้องการคล็อปป์อย่างแท้จริง ตัวเลขค่าชดเชยอาจกลายเป็นเพียงรายละเอียดหนึ่งของการเจรจา

เพราะโอกาสในการได้หนึ่งในกุนซือชาวเยอรมันที่ประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุค มารับผิดชอบอนาคตของทีมชาติ คือโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

และหากต้องลงทุนเพื่อเปิดประตูบานนั้น เดเอฟเบก็ต้องตัดสินใจว่า ราคาของการนำ “เจอร์เกน คล็อปป์” กลับมาสู่ฟุตบอลเยอรมันในฐานะผู้นำทีมชาติ มีมูลค่ามากเพียงใด

หมายเหตุด้านสถานการณ์: ข่าวเรื่องค่าชดเชยเป็นประเด็นในช่วงการเจรจาก่อนการแต่งตั้ง โดยสถานการณ์ต่อมาพัฒนาไปถึงขั้นที่คล็อปป์ออกจากบทบาทกับเร้ดบูลล์เพื่อรับงานทีมชาติเยอรมนี และมีข้อตกลงระหว่างเดเอฟเบกับเร้ดบูลล์เกี่ยวกับการปล่อยตัวเขา